บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)
ครั้งแรกที่ผมได้ดูตัวอย่างหนังเรื่อง “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)” ก็ตั้งใจแน่วแน่แต่แรกแล้วว่าจะไปดู เพราะคำสองคำก็คือ “GTH” และ “วิทยา ทองอยู่ยง”
หนังจากค่าย GTH ส่วนใหญ่ มักจะเป็นหนังที่ “มีอะไร” อยู่เสมอ แน่นอนว่าตลอดอายุค่ายสิบกว่าปีที่ผ่านมา หนังจากค่ายนี้มีทั้งหนังดัง-หนังดับ หนังดี-หนังแย่ แต่ไม่ว่าจะเรื่องไหน สิ่งที่ได้รับจากทีมงานสร้างหนังของค่ายนี้เสมอก็คือ ความตั้งใจในการทำหนัง ที่สื่อออกมาทางหน้าหนัง คือดูแล้วไม่เคยรู้สึกว่าคนทำหนังเขาทำแบบลวกๆมาให้เราดู ถึงแม้หนังจะสนุกหรือไม่สนุกก็ตาม หนังค่ายนี้ใส่ใจกับงานเสมอ ยิ่งจุดขายของหนัง GTH คือเรื่อง “หนังรัก” กับ “หนังเด็ก” ซึ่งพล็อตเรื่องนี้ดันไปพูดเรื่องเด็กที่มีความรัก ดังนั้นผมจึงไม่ยอมพลาดการชมเรื่องนี้ในโรงแน่ๆ
สำหรับ “บอล-วิทยา ทองอยู่ยง” แล้ว หลายคนอาจจะคุ้นชื่อฐานะหนึ่งในหกคนของทีมผู้กำกับ “แฟนฉัน” ซึ่งทั้งหกคนก็กลายมาเป็นขุนพลหลักของค่าย GTH นับตั้งแต่หนังเรื่องแฟนฉันออกฉายเป็นต้นมา แต่มีสักกี่คนที่จะจำได้ว่า เจ้าของเรื่องสั้น “รักครั้งแรก” ต้นกำเนิดของหนังเรื่องแฟนฉันก็มาจากปลายปากกาของคนที่ชื่อ วิทยา ทองอยู่ยงคนนี้นี่เอง ซึ่งกับฝีไม้ลายมือในการเขียนบท รวมถึงการกำกับจากเรื่องแฟนฉัน และเรื่อง เก๋า..เก๋า ทำให้ผมคิดในใจว่าหนังเรื่องนี้พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) เล่าเรื่องราวของเด็กชายวัยกำลังจะรุ่น “ล้อต๊อก”(เฟม-ชวิน ลิขิตเจริญพงศ์) ลูกชายคนเดียวของหัวหน้าคณะตลกพาเพลิน(จาตุรงค์ มกจ๊ก) ซึ่งวาดฝันไว้ว่าลูกชายต้องเป็นตลกชื่อดัง แต่ปรากฏว่าเจ้าต๊อก ดันเป็นเด็กมุกฝืดซะนี่ แต่ยังดีที่ลูกสาว “แซลมอน” (จีน่า-ณิชาพัชร์ จารุรัตนวารี) พกพาพรสวรรค์ตลกมาเต็มเปี่ยม ทิ้งพี่ชายแบบไม่เห็นฝุ่น เป็นที่ปลื้มใจของพ่อมาก
ล้อต๊อกเลยต้องพยายามพิสูจน์ตัวเอง ให้พ่อได้เห็น โดยได้กำลังใจจากหมอรักษาสิวคนสวย “หมอน้ำแข็ง” (พอลล่า เทเลอร์) ที่หัวเราะกับทุกมุขของล้อต๊อก(ซึ่งคนอื่นไม่หัวเราะ) ล้อต๊อกจึงต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะทายาทคณะตลกชื่อดัง และต้องจัดการกับรักข้ามรุ่นของตัวเองกับหมอน้ำแข็ง ที่อายุดันมาห่างกันตั้ง 12 ปี!
แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ เคยต้องรับบทนำในหนังเรื่องแฟนฉัน แต่ในเรื่องนั้นยังมีโฟกัส แจ็ค ที่มาช่วยแบ่งเบาภาระของแน็ก แต่กับบทบาทของเจ้าหนูเฟม ที่ต้องมารับบท”ล้อต๊อก” ทายาทตลกในหนังเรื่องนี้นั้น ผมคิดว่าหนักกว่าหลายเท่า เพราะต้องรับบทนำที่แบกหนังแทบทั้งเรื่อง โจทย์ทุกอย่างของหนัง จะถูกรวมมาที่ล้อต๊อก การดำเนินเรื่องแทบทุกอย่าง เจ้าหนูเฟมต้องรับภาระนี้แทบทั้งเรื่อง
ซึ่งเด็กคนนี้ก็รับผิดชอบหน้าที่ได้ดีพอสมควร ฉากจริงจัง ฉากล้อเล่น ฉากเค้นอารมณ์ ฉากหวานแหวว แม้จะไม่ไหลลื่นมาก แต่เจ้าหนูก็พยายามอย่างเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของตัวละครพอดี ที่ต้องพยายามเล่นตลกและเอาชนะใจสาว ซึ่งผมก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้าเจ้าหนูนี่ไปรับบทในหนังเรื่องอื่น การแสดงของเขาจะสอดคล้องกับคาแรกเตอร์ในหนังรึเปล่า ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าฝีมือการแสดงจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆรึเปล่า สำหรับสิ่งที่ผมแค้นก็คือ อายุเท่านี้ไอ้เด็กนี่มันดันได้กอด ได้จูจุ๊บพอลล่า อ๊ากกกกก!!
อีกคนคือน้องจีน่า ที่เรียกได้ว่าขโมยซีนกันจริงๆ ซึ่งมันก็ดันไปสอดคล้องกับบทในหนังอีก ซึ่งบทของน้องจีน่าออกมา ฮาทุกช็อตจริงๆ ต้องขอชมการแดสงของน้อง และคนเขียนบทครับ
สำหรับผม จตุรงค์เป็นนักแสดงหนังมากฝีมือคนหนึ่ง แต่พี่แกดันเลือกรับแต่บทในหนังตลก ที่เน้นแต่มุกไม่ค่อยเน้นบท เน้นการแสดง ซึ่งผมก็เสียดายมาตลอด แต่กับบทบาทพ่อในหนังเรื่องนี้ ผมยกให้เป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของจาตุรงค์เลย
คนสุดท้ายที่ขอพูดถึงก็คือ ขวัญใจตลอดกาลของผม พอลล่า เทเลอร์ (ภาพประกอบไม่ได้มาจากหนังนะครับ) หนังของพอลล่าที่ผมได้ดูในโรงเรื่องสุดท้ายคือ sexphone ที่แสดงคู่กับบีม กวี ในเรื่องนี้ พอลล่ารับบทเป็นคุณหมอน้ำแข็ง หมอรักษาสิวที่ทำให้ผมอยากเป็นสิวเหมือนกับล้อต๊อกไม่มีผิด เสน่ของพอลล่าที่ผมชอบที่สุด นอกจากหน้าตา นอกจากหน้าอก(อืม…) นอกจากทรวดทรง แล้วก็คือ “เสียง” เสียงของพอลล่าพาใจละลายได้เสมอ ผมไม่มีข้อตำหนิใดๆกับการแสดงของเธอเลย เพราะแค่พอลล่ามาปรากฏตัวในหนังก็สุดยอดแล้ว 555
หนังได้พูดถึงประเด็นในสังคมหลายๆอย่าง ความคาดหวังของครอบครัวต่อเด็ก ความรักในครอบครัว ความรักในวัย(เริ่มจะ)รุ่น ความรักในวัยมหาวิทยาลัย ซึ่งหนังเล่าเรื่องได้ไม่ซีเรียส และน่าติดตาม
ซีนที่ผมชอบคือ ช่วงเปิดเรื่อง ตอนที่ล้อต๊อกจะคลอด ช่วงกลางเรื่อง ล้อต๊อกต่อยสังกะสี และ น้องสาวให้อภัย ช่วงท้ายเรื่องคือ ล้อต๊อกดูภาพถ่ายครอบครัวบนผนังกับพ่อ
บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) เป็นหนังไทยชั้นดีของปีนี้อีกที่ผมอยากให้ได้ดูกัน เทียบกับหนังของค่ายเดียวกันผมให้หนังอยู่ในระดับเดียวกับ “แฟนฉัน” และ “เพื่อนสนิท” เลยครับ หนังอาจจะเล่าเรื่องในสเกลที่เล็กกว่า แต่ความอบอุ่นใจไม่แพ้กัน
บางช่วงของหนังมีเรื่องที่ถ้าในชีวิตจริงมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นคงอันตรายมาก แต่หนังมองโลกในแง่ดีเช่นเดียวกับเรื่อง season change ซึ่งคงต้องบอกคนที่ไปดูว่า “มองข้ามเรื่องน่ากลัวๆไปเถอะ สนุกไปกับหนังดีกว่า”
บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้ ) ถ่ายทำในโลเกชั่นของเมืองลพบุรี ที่มีโบราณสถานกลางเมือง โดยภาพที่ออกมางดงามยิ่ง จนผมอยากให้มีผู้กำกับมาทำกับเชียงใหม่อย่างในหนังเรื่องนี้บ้างจัง
ข้อมูลประกอบจาก
http://www.banchanmovie.com
http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=418
500 Days of Summer : My Sassy Girl เวอร์ชันสีเทา
ได้รับ invite จาก facebook ให้เข้าร่วมกับ ชมรมภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (Motion Pictures Club Silpakorn University) ผมก็เลยลองเข้าไปดู ก็คิดว่า เออ เดี๋ยวนี้มีด้วยเว้ย น้องๆ(มั้ง)ที่ทำขึ้นมา มีความตั้งใจกันดี ที่จะรวมกลุ่มคนรักหนัง คนชอบดูหนังขึ้นมา แล้วไหนๆผมก็เขียนบล็อกวิจารณ์หนังมานานแล้วด้วย เลยคิดว่า เอามาแบ่งๆกันอ่านก็ดีเหมือนกัน
ก็อ่านๆดูใน page facebook ของชมรมว่า มีใครอยากดูหนังเรื่องอะไรไหม ผมจะได้ลองหามาดูให้ก่อน (555) ไปเจอเรื่องหนึ่งที่ผมมีอยู่สต็อกแล้วยังไม่ได้ดูพอดี นั่นก็คือเรื่อง 500 Days of Summer ก็เลยตัดสินใจลองดูเรื่องนี้ดูหน่อยซิ
500 Days of Summer กำกับโดย Marc Webb เป็นผู้กำกับที่ผลงานภาพยนตร์ยังไม่มากเรื่องมากนัก แต่คร่ำหวอดมานานในงานวงการทีวี เคยทำทั้ง สารคดี มิวสิกวิดีโอ โฆษณา ในส่วนของนักแสดง พระเอกรับบทโดย Joseph Gordon-Levitt ส่วนนางเอกรับบทโดย Zooey Deschanel ทั้งคู่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งมามีผลงานที่เป็นที่รุ้จักเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ฝ่ายชายก็คือ บทบาทของพี่ชายนางเอกในเรื่อง G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009) ส่วนฝ่ายหญิง เคยรับบทนางเอกของจิม แคร์รี่ ในเรื่อง Yes Man (2008)
หนังเล่าเรื่องราวของ Tom พระเอกของเรื่อง สถาปนิกที่กลายมาเป็นนักเขียนการ์ดอวยพรซะนี่ เขาเชื่อมั่นในความรักและสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิต แล้วได้มาเกิดความรักแรกพบกับ Summer สาวสุดสวยที่เป็นพนักงานใหม่ในบริษัทเดียวกับเขา เธอไม่เชื่อสิ่งที่เรียกว่าความรัก และพรหมลิขิต เกริ่นให้แค่นี้นะครับ ส่วนเรื่องราวความรักของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปอย่างไร ไปหาดูในหนังกันเอาเอง
ตอนแรกที่ผมอ่านพล็อตเรื่องคร่าวๆผมคิดว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นหนังธรรมดา แต่กับเครดิตที่หนังไปโลดแล่นบนเทศกาลหนัง SUNDANCE ได้นั้น แสดงว่าหนังต้องมีอะไรในตัวที่ไม่ธรรมดา ซึ่งหลังจากผมได้ชมแล้ว ก็ได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนว่า หนังเรื่องนี้ดูค่อนข้างยากครับ เพราะสเกลหนังค่อนข้างเล็ก เล่าชีวิตของคนสองคนที่ไม่ค่อยหวือหวา ดังนั้นคนที่กะเอาหนังเรื่องนี้มาดูฉลองวาเลนไทน์กับคนรัก ผมแนะนำว่า “อย่า” ครับ เพราะในมุมมองของผมหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังโรแมนติก แต่เป็นหนังที่พยายามจะให้นิยามและยกตัวอย่างเรื่องของ ชีวิต ความรัก พรหมลิขิต มากกว่า
500 Days of Summer อาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยพบเจอก็คือ อาศัยการเล่าเรื่องแบบสอง time line คือ ช่วงครึ่งแรกของ 500 วัน ตัดสลับกับช่วงครึ่งหลังของ 500 วัน ซึ่งต้องชมผู้กำกับเช่นกัน ที่เล่าเรื่องได้ดี ดูแล้วไม่งง (แต่บางช่วงก็งงๆนะ ว่ามันเวลาไหนกันแน่) อีกเทคนิคการเล่าเรื่องที่ถูกนำมาใช้ก็คือ การนำเสนอภาพหลายๆภาพในจอหนังเดียวกัน เพื่อเล่าเหตุการณ์เดียวกันในหลายๆมุมมอง ใครฟังแล้วงงลองนึกถึงเรื่อง Hulk (2003) เวอร์ชันที่กำกับโดย อัง ลี ที่ใช้เทคนิคนี้เกือบจะตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็ทำให้หนังมีดูน่าติดตามได้ จากเรื่องราวที่เรียบๆ
ฉากที่ผมชอบคือฉากในช่วงแรกของเรื่องที่ Tom ได้เปิดเผยความในใจต่อ Summer ที่งานร้องคาราโอเกะของบริษัท อีกฉากก็คือฉากงานเลี้ยงที่อพาร์ทเม้นท์ของนางเอกในช่วงกลางๆเรื่อง ที่ผมคิดว่าสุดยอดมากในเทคนิคการเล่าเรื่อง และกับฉากจบของหนังที่ทำให้ผมเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า “ฟ้าหลังฝน” และ “แสงสว่างในความมืด” มากขึ้นจริงๆ
โดยสรุปก็คือ ผมชอเทียบหนัง 500 Days of Summer กับหนังรักในตำนานสัญชาติเกาหลีเรื่อง My Sassy Girl (2001) แต่เป็นการเล่าเรื่องราวในคนละขั้ว โดย My Sassy Girl เล่าเรื่องความรักในเวอร์ชันสีชมพูและสีขาว ส่วน 500 Days of Summer เล่าในเวอร์ชันสีน้ำตาลและสีเทา
แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายที่กำลังอกหัก หรือแสวงหาความรัก หรือไม่กล้าจีบสาว ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่แสวงหาหนังโรแมนติก เพราะคำโปรยก็บอกอยู่แล้วว่า “This is not a love story. This is a story about love.”
ส่วนสำหรับคนที่อยากศึกษา อยากดูหนัง และชอบหนังที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่แพรวพราวอย่างเช่นเรื่อง Forrest Gump, Vantage Point หนังเรื่องนี้พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ เพียงแต่สเกลเนื้อเรื่อง และความสนุกจะน้อยกว่่าสองเรื่องแรกพอสมควรครับ
Percy Jackson คริส โคลลัมบัส เอาอีกแล้ว!
ด้วยอารมณ์ของคนที่ห่างโรงหนังมานาน ผมจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปโรงหนังแบบไม่มีข้อมูลอะไรเลย จะดูหนังเรื่องอะไร เวลาไหน กับใคร (T-T) ไม่ได้สนใจเลยครับ ขี่มอเตอร์ไซต์ไปกาดสวนแก้วเลย พอดูบอร์ดเวลาหนังที่หน้าโรงก็พบตัวเลือกที่น่าสนใจคือเรื่อง Percy Jackson ชื่อภาษาไทยว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว ด้วยความที่ผมชอบหนังแนวแอกชั่นแฟนตาซีอยู่แล้วเลยตัดสิใจตีตั๋วดูเรื่องนี้เลยก็แล้วกัน
ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าเนื้อเรื่องของ Percy Jackson เป็นอย่างไร แต่อ่านชื่อหนังแล้วผมเดาว่าคงเป็นหนังที่ทำมาจากหนังสือนิยาย ในแนวเดียวกับ Harry Potter หรือ Narnia หรือ Eragon แน่ๆ ซึ่งหลังจากผมดูจบ มาเปิดเน็ตหาข้อมูลดูก็คิดไม่ผิดจริงๆ
หนังเรื่องนี้ทำมาจากนิยายขายดีของทางฝั่งอเมริกาในชื่อนิยายชุด Percy Jackson เช่นเดียวกับชื่อหนัง แต่งโดยริค ริออร์แดน ตีพิมพ์เล่มแรกเมื่อปี 2005 ก่อนที่จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า(เช่นเดียวกับนิยายแฟนตาซีรุ่นพี่ที่ถูกจับมาทำหนังก่อนหน้านี้) ซึ่งก็แน่นอนว่ามีเล่มภาคต่อตามออกมาหลายเล่ม ไม่รู้ว่ามีแปลเป็นไทยรึยังเหมือนกัน
ผู้กำกับก็เป็นที่ตุ้นเคยกันดีแน่นอนสำหรับคอหนังเด็กและหนังแฟนตาซี คริส โคลัมบัส ผู้กำกับจากหนัง Home Alone ภาค 1 และ ภาค 2 และจาก Harry Potter ภาค 1 และภาค 2 สองเรื่องแรกได้รับคำชมไปมากมาย ส่วนสองเรื่องหลังแม้จะทำรายได้ถล่มทลาย แต่กลับเป็นหนังที่ดูไม่ค่อยสนุก เพราะอย่างกับว่าตัดฉากและบทพูดจากหนังสือมาแปะต่อๆกัน ทำให้หนังดูรายละเอียดเยอะเกินไป และเรื่องราวโดยรวมสำหรับคนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ค่อยสนุกสักเท่าไร ซึ่งกับ Percy Jackson นี้ ผมก็หวั่นใจเหมือนกันว่า ตาคริสจะทำเช่นนั้นอีก แต่เอาน่า รอบนี้แกอาจจะกล้าคิดกล้าทำมากกว่าเดิมก็ได้
หนังเปิดเรื่องด้วยการเจรจาพาทีระหว่างเทพโพไซดอนและซีอุส(หรือซุส) สองเทพในตำนานของกรีก โดยซีอุสกล่าวหาว่า บุตรชายของโพไซดอนขโมยสายฟ้า(Lighting Bolt) ของซีอุสไป โดยสายฟ้าเป็นอาวุธที่ทรงอิทธิฤทธิ์มาก สามารถทำลายโลก ทะลวงสวรรค์ได้ทีเดียว ซีอุสได้ประกาศว่า ถ้าภายใน 14 วัน โพไซดอนยังหาสายฟ้ามาคืนไม่ได้ เกิดสงครามครั้งใหญ่แน่
จากนั้นหนังก็พามาพบกับพระเอกของเรื่อง เพอร์ซี่ แจ็คสัน(รับบทโดย โลแกน เลอร์แมน เจ้าหนุ่มนักเล่นเกมส์หน้าอ่อนจากเรื่อง Gamer) ที่เปิดมาก็เดาได้เลยว่าลูกใคร เพราะฉากแรกพี่แกก็แก้ผ้าใส่บอกเซอร์ดำน้ำโชว์แล้ว เพอร์ซี่เด็กหนุ่มผู้ดำน้ำอึดเป็นเลิศ แต่เป็นโรคอ่านหนังสือไม่ได้(เป็นโรคฮิตโรคหนึ่งในอเมริกา ชื่อเป็นทางการคือ Dyslexia) และเป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งสาเหตุก็ไปตามดูกันเอาเองเน้อ ว่าทำไมเพอร์ซี่ถึงเป็นโรคพวกนี้
การเปิดเรื่องไปจนถึงช่วงก่อนที่เพอร์ซี่ แจ็คสันจะได้พบกับความจริงว่าเขาเป็นใคร กำลังเผชิญกับอะไรนั้น ผมชอบมากๆครับ ดำเนินเรื่องราวได้น่าติดตาม สำหรับผมการดำเนินเรื่องช่วงแรกนั้นไม่แพ้ Spider Man ภาคแรกเลยทีเดียว แต่พอมาช่วงการต้อนรับพระเอกเข้าสู่โลกใหม่ (เช่นตอนพอตเตอร์เริ่มเข้าฮอกส์วอร์ต พาร์คเกอร์เริ่มฝึกใช้ใยแมงมุม) ผมดูไปพร้อมกับคิดในใจว่า “ตาคริส โคลัมบัส เอาอีกแล้วแน่ๆ” เพราะหนังเริ่มดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็วแบบไม่ปะติดปะต่อเลย ซึ่งผมขอเดาว่าฟอร์มเดียวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคแรกแน่ๆ เดี๋ยวขับรถ เดี๋ยวเข้าค่าย เดี๋ยวไม่เก่ง เดี๋ยวเก่งเลย เดี๋ยวหนีออกจากค่าย เนื้อเรื่องสับสนงงงวยไปหมด
จากนั้นหนังก็เข้าสู่องค์ที่สอง ก็คือช่วง The Lord of the Rings โดยเพอร์ซี่และผองเพื่อนรับบทเป็นโฟรโดกับแซมกลายๆ แต่เป็นการตามหาลูกแก้ววิเศษแทน ก็ไปเจอกับเมดูซ่า เจอกับสัตว์ประหลาดไฮดรา เจอกับเผ่ากินดอกบัว ก่อนที่จะเจอกับฮาเดส ราชานรก ซึ่งแต่ละส่วนแต่ละช่วงนั้น ก็สนุกเฉพาะในช่วงนั้นๆ แต่พอต่อไปอีกช่วง ที่เจอศัตรูตัวใหม่ก็เหมือนเริ่มใหม่หมดเลย ซึ่งคงโทษใครไม่ได้นอกจากผู้กำกับกับมือเขียนบท ที่ให้ความเคารพกับนิยายมากเกินไป จนน่าจะรักพี่เสียดายน้องจับยัดๆมาให้หมด ผลสุดท้ายหนังเลยสนุกไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร
ช่วงไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้จับไม่ถูกเลยครับ สำหรับผมอยู่ที่การเผชิญหน้าระหว่างฮาเดสกับเพอร์ซี่ แต่สำหรับผู้กำกับน่าจะอยู่ที่การเผชิญหน้าระหว่างเพอร์ซี่กับผู้ขโมยสายฟ้าตัวจริง ซึ่งผมคิดว่าพาไปไม่ถึงจุดลุ้นระทึกอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไร สรุปแล้วคริส โคลัมบัสไม่น่าจะเหมาะกับการกำกับหนังจากวรรณกรรม นิยายต่างๆที่เขาชื่นชอบครับ เพราะเขาเป็นผู้กำกับที่ใจไม่เหี้ยมเลย ไม่กล้า ไม่อยากตัดนู่นตัดนี่ โดยไม่ดูองค์ประกอบของผลงานโดยรวมเท่าไร ซึ่งผลก็คือ เขาอาจจะนำโลกจากหนังสือ มาปรากฏในโลกภาพยนตร์ได้ครบถ้วน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือนิยายที่เขาหยิบมาทำ หนังของเขาจะดูไม่สนุกเท่าไร เพราะเหมือนกับดูสารคดีมากกว่า
Percy Jackson น่าจะประสบความสำเร็จในด้านรายรับในระดับหนึ่ง เพราะมีแฟนๆหนังสือติดตามมา รวมทั้งนิยายแฟนตาซีของอเมริกันพันธุ์แท้เช่นนี้มีน้อย ทำให้ชาวอเมริกันคงช่วยกันสนับสนุนกันพอสมควร แต่ผมเดาว่ารายได้คงไม่เกินหน้านาร์เนียร์แน่ๆ ยิ่งพอตเตอร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
สำหรับดารานำแล้ว หนังเรื่องนี้เหมือนกับเปิดตัวดาราวัยรุ่นคนใหม่ Logan Lerman ซึ่งจริงๆแล้วอยู่ในวงการฮอลลีวู้ดมาครบ 10 ปีแล้ว หนังของเจ้าหนุ่มนี่ที่ผมเคยดูก่อนหน้านี้ก็คือ The Patriot (2000) , The Number 23 (2007) และ Gamer (2009) โดยบทบาทในเรื่องนี้ก็ไม่ขี้เหร่เท่าไร แต่ก็ไม่โดดเด่นเท่าไรเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ หมอนี่ได้โชว์หล่อ โชว์หุ่นเต็มที่ครับ ซึ่งก็น่าจะเป็นบันไดสู่ก้าวต่อไปได้แน่นอน
สองนักแสดงวัยรุ่นฝ่ายชายในยุคนี้ก็คงคือเจ้าหนุ่ม Logan Lerman นี้ และอีกคนที่ทุกคนคงรู้จักกันดีก็คือ Freddie Highmore ซึ่งทั้งคู่โตไปคงหน้าตาไม่แตกต่างไปจากนี้เท่าไร ถ้าไม่เสียคนไปก่อนก็น่าจะยืนหยัดในวงการได้อีกนาน อย่าให้โตมาแล้วหน้าประหลาดเหมือนอย่าง Haley Joel Osmant (The Sixth Sense, A.I.) หรือ Mcculley Culkins (Home Alone) ก็แล้วกัน
สรุปคือ หนังเรื่องนี้ผมจัดให้อยู่ระดับเดียวกับ Jumper และ Ghost Rider ครับ ดูได้เพลินๆ แต่ก็ไม่คงไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงมากนัก
Introduction to Quantum Mechanics (David J. Griffiths)
วันนี้ขออนุญาตนำหนังสือมาแนะนำ 1 เล่ม เป็นหนังสือที่ช่วยผมฝ่าฟันกับวิชาควอนตัมมาตอนเรียนระดับปริญญาตรี หนังสือเล่มนั้นก็คือ หนังสือ Introduction to Quantum Mechanics เขียนโดย David J. Griffiths ซึ่งเล่มที่ผมมีในครอบครองก็เป็นฉบับ Second Edition ราคาน่ะเหรอ 300 นิดๆครับ ถูกใช่ไหมครับ แน่นอนครับ เพราะผมถ่ายเอกสารเอา (เราคนไทยใจใฝ่รู้ แต่ว่ากูไม่มีเงินนี่เนอะ แฮ่ๆ)
รูปด้านบนนี่ก็คือหน้าปกของหนังสือที่ว่าครับ จะเป็นหนังสือเล่มสีน้ำเงินขนาดกระทัดรัด มีเจ้าแมวอ้วนตัวหนึ่งกวักมือเรียกเราอยู่ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม Mr.Griffiths เขานำเจ้าแมวอ้วนมาเป็นหน้าปก แต่แกคงชอบของแกนั่นแหละเนอะ
Mr.Griffiths เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อดังที่ชื่อว่า Introduction to Electrodynamics ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยในอเมริกาและยุโรป รวมถึงในไทยด้วยก็ใช้เป็นหนังสือหลักในการศึกษาเรื่อง electrodynamics อาจารย์ของผมบอกว่า “มันไม่ใช่หนังสืออ้างอิงที่ดีที่สุด แต่มันเป็นหนังสือที่อธิบายให้เข้าใจได้ดีที่สุด” ซึ่งหลังจากผมได้อ่านบางส่วน ความรู้สึกของผมก็เป็นดังที่อาจารย์ว่าครับ จุดที่ผมจำหนังสือเล่มนี่ได้ดีที่สุดก็คือ การอธิบายความหมายเชิงกายภาพของ gradient, divergence และ curl ของเวกเตอร์ได้อย่างชัดเจนครับ เพราะพอผมดูวิธีการหาจากคณิตศาสตร์ก็ไม่ยากอะไร แต่ปัญหาก็คือ ผมดันไม่เข้าใจนี่สิ ว่ามันหมายความว่าอย่างไร ซึ่ง Mr.Griffiths ก็อธิบายให้เห็นภาพอย่าชัดเจนไว้ในเล่มนี้ ผมได้แปลและเรียบเรียง บทนำของหนังสือ Introduction to Electrodynamics ไว้แล้วใน blog นี้ ใครสนใจลองไปอ่านดูได้ครับ
สำหรับ Introduction to Quantum Mechanics อาจจะไม่เป็นที่นิยมเท่า Introduction to Electrodynamics เนื่องจากเหตุผล(ที่ผมเดา)ไว้สองประการ คือ ประการแรกเรื่องของ Quantum Mechanics นักศึกษาสายวิศวกรรมไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญมากเท่ากับเรื่องของแม่เหล็กไฟฟ้า ยอดการใช้งานจึงน้อยลง อีกประการหนึ่งก็คือ ผู้ที่ก้าวมาเรียน Quantum Mechanics ส่วนใหญ่แล้วต้องเก่งฟิสิกส์พอสมควร ซึ่งการอธิบายแบบ Introduction ตามสไตล์ของ Mr.Griffith อาจจะมากเกินความจำเป็นสำหรับผู้ที่เก่งฟิสิกส์แล้ว หรือผู้ที่ต้องการเข้าใจกลศาสตร์ควอนตัมในเชิงลึก
แต่สำหรับคนธรรมดา (อย่างผมนี่หละ) ที่ยังงงๆกับ concept บางอย่างในวิชาควอนตัม หนังสือเล่มนี้เหมือนกับพระมาโปรดครับ Mr.Griffith ยอมเสียเวลาและหน้ากระดาษอธิบายในสิ่งที่ textbook ชั้นนำทั่วไปไม่อธิบาย และแกอธิบายในเชิงเล่าเรื่อง เสมือนว่าผู้อ่านกำลังนั่งอยู่ในชั้นเรียนของแก (จนผมแอบนึกด้วยซ้ำว่าจริงๆ แกอัดเทปที่แกสอนนักศึกษาแล้วมาถอดความเป็นหนังสือรึเปล่าเนี่ย) ซึ่งอ่านไปผมก็ใจชื้นไปครับ เพราะไล่ตามเนือหนาหนังสือทัน (ต่างกับ Quantum Physics ของ Gasiorowicz ที่อาจารย์ผมใช้เป็น textbook หลักในการสอน ซึ่งผมท้อในการอ่านมาก เพราะเล่มนี้อธิบายน้อย คนจะอ่านรู้เรื่องต้องพื้นความรู้ดีพอสมควรเลย)
จริงๆแล้วผมยังไม่ได้อ่านจนหมดเล่มนะ ผมอ่านเฉพาะครึ่งแรกของหนังสือเล่มนี้ซึ่งเป็นส่วนของ concept ในส่วนครึ่งหลังที่เป็นเร่ือง application ผมยังไม่ได้แตะครับ ซึ่งก็กำลังเริ่มแตะต้องบ้างแล้ว เพราะกำลังจะต้องเรียนระดับปริญญาโท
สำหรับคนที่สนใจอยากหามาอ่านมีก็หายืมได้ตามห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิทยาศาสตร์นั่นแหละครับ เล่มจริงความหนาประมาณหนังสือของซีรี่ย์ Schaum สักเล่มหนึ่งเท่านั้นครับ ขนาดหน้าก็เล็กกว่าด้วย ส่วนเล่มถ่ายเอกสารก็จะหนาขึ้นมาประมาณเท่าตัว ซึ่งขนาดความหนาก็ประมาณ 1 ใน 3 ของ Serway หรือ Halliday ครับ
ช่องทางผิดกฎหมาย (ตามนิสัยคนไทย แหะๆ) ที่จะหาหนังสือเล่มนี้ในรูปแบบ ebook ได้ง่ายที่สุดก็คือใช้โปรแกม bittorrent ต่างๆ หาโหลดเอา ไฟล์ยังมีแพร่หลายอยู่พอสมควร ที่หาง่ายที่สุดจะอยู่ใน torrent ที่ชื่อ Complete Physics ขนาด 4 GB กว่าๆ เราเลือกเอาเฉพาะเล่มนี้ได้ครับ ซึ่งก็ไปศึกษาเอาเองแล้วกันว่าการใช้ bittorrent นั้นทำอย่างไร (ถ้าพยายามแล้วไม่ไหวก็ถามได้ครับ) เฉพาะไฟล์ของหนังสือเล่มนี้ ขนาดไม่ถึง 10 Mb ครับ
อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอก็คือ Mr.Griffiths ได้ทำหนังสือ Solutions Manual ของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ด้วย ซึ่งแกบอกเจตนารมณ์ไว้ว่าแกอยากให้หนังสือเล่มนี้ อยู่ในมือของผู้สอนเท่านั้นครับ เพราะนักศึกษาชอบลอกเฉลย แต่เราคนไทย(อีกแล้ว) ไม่ลอกใครอยู่แล้ว(เนอะ) ก็อยากได้เฉลยมาประกอบการอ่านหนังสือ ก็หาได้ที่ bittorrent เช่นกัน แต่หายากกว่าไฟล์หนังสือครับ ซึ่งลองใครหาไม่ได้จริงๆสอบถามได้ที่ช่อง comment ครับ ผมจะลองหาลิ้งค์ให้
สุดท้่ายผมขอนำ review หนังสือเล่มนี้้จากเว็บ amazon.com ที่มีคนโหวตว่ามีประโยชน์มากที่สุด มาให้อ่านกันครับ (แนะนำเพิ่มเติมว่า ใครอยากอ่าน review text เล่มไหนก็ตามไปลองอ่านที่เว็บ amazon.com ได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อหรือเริ่มอ่าน text เล่มนั้นๆครับ)
ส่วนด้านล่างนี้ มาจาก Most Helpful Customer Review จาก amazon.com
เขียนโดย Christine E. Nattrass
An excellent introductory text book if you want to learn
I used this text book for my undergraduate quantum mechanics class. In that class, we covered basically everything in Griffiths. I have since gone on to graduate school. I have found myself very well prepared and I still use Griffiths as a reference because it explains basic ideas and basic problems better than most other text books. More importantly, it provided me with a good foundation for further study.
This text book is a great introductory text book. It is a text book for students for whom quantum mechanics is a new subject. It is not a text book for people who already know any significant amount of quantum mechanics, nor is it a great text to use for independent study (unless you work the problems and have some way of checking yourself.)
Shankar is too advanced for most students new to the subject. It’s also too much material to cover in a standard two semester course where the material is completely new. The only school I know of which uses it is Yale, and they count on students having a stronger background than most students at most schools have. Moreover, I know from personal experience that teachers at Yale focus on getting students to calculate the right answer rather than developing a solid understanding of the ideas behind the physics.
It’s also too much material to cover in a standard two semester course where the material is completely new. Griffiths is designed such that it can be used for the quantum mechanics classes at most universities — ie, if students haven’t had every other physics class before they use this book or if some of their background is a little weak, they aren’t screwed. This may not agree with some people’s notions of how physics should be taught, but the reality is that you can’t teach every physics class as if the students had already mastered every subject except that one. This is the reality at most universities.
The fact that this book is accessible does not make it bad. Physics is a wonderful, beautiful subject and we’re being really stupid if we judge how “advanced” a book is by how difficult it is to understand. This is a suicidal attitude for our field. I’ve been reading physics books for a long time, and most of the ones which are difficult to read are difficult because they’re not well written, not because the material is inherently difficult.
This book also cannot compensate for its misuse or for bad teaching. When I took the class, the teacher assigned some of the basic problems and some of the difficult problems. That way we made sure we knew the basics before we moved on to the difficult problems. If you’re only doing the simple problems, it’s your fault you’re not getting anything out of it. If you’re only doing the computationally difficult problems, you’re missing some beautiful, simple examples. The physics is neither more real nor more important if it takes you a day to calculate rather than ten minutes.
This is a problem-centered book, but honestly, that’s the way most of us learn. We don’t remember things we read as well as we remember things we do. Similarly, new notation is not introduced until later because ideas are being developed first. Introducing too many things at once does not facilitate learning, only frustration. I suggest the people who think they already understand all of the ideas consider what Feynmann said — “Nobody really understands quantum mechanics.”
If you want answers, look them up. If you want to learn, use this book.
Introduction to Nanoscale Science and Technology
พอดีอยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง Nanoscience เลยลองค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตดูว่า ถ้าหากอยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง วิทยาศาสตร์นาโน(nanoscience) และนาโนเทคโนโลยี(nanotechnology) อย่างละเอียดมากขึ้น กว่าที่พบข้อมูลตามอินเตอร์เน็ต หรือสื่อทั่วๆไป ควรจะหาหนังสือเล่มไหนมาอ่าน
ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ศึกษาวิชานี้ ก็ใช้หนังสือ Introduction to Nanoscale Science and Technology เป็นหนังสือสำหรับคอร์สแรกในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดย Kluwer Academic Publishers เมื่อปี 2004 ที่ผ่านมานี้เอง โดยเป็นหนังสือเล่มหนึ่งในซีรีส์ Nanostructure Science and Technology โดยซีรีส์ชุดนี้ได้เขียนขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์หลายท่านและหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี โดยแต่ละท่าน (หรือแต่ละกลุ่ม) ก็จะแยกเขียนกันคนละบท ก่อนที่จะรวมแต่ละบทเข้าด้วยกันเป็นเล่ม โดยมีบรรณาธิการในแต่ละเล่ม สำหรับหนังสือ Introduction to Nanoscale Science and Technology เล่มนีี้บรรณาธิการได้แก่ Massimiliano Di Ventra, Stephane Evoy, James R. Heflin‚ Jr. ซึ่งล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั่้นนำของหสรัฐอเมริกา
หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเนื้อหา 6 ส่วน ได้แก่
- Nanoscale Fabrication and Characterization
- Nanomaterials and Nanostructures
- Nanoscale and Molecular Electronics
- Nanotechnology in Magnetic Systems
- Nanotechnology in Integrative Systems
- Nanoscale Optoelectronics
- Nanobiotechnology
ไว้ถ้ามีโอกาสจะลองแปลในส่วนบทนำของหนังสือเล่มนี้ รวมไปถึงบทนำของเนื้อหาแต่ละส่วน มาให้อ่านกันนะครับ












