Posted by: PUG on: พฤษภาคม 18, 2007
หลังจากรอคอยมาเป็นเวลานาน ในที่สุดผมก็ได้หัวข้อสำหรับวิชา “การศึกษารายบุคคล” ซะที
สำหรับวิชาการศึกษารายบุคคลที่ผมพูดถึงนี้ ก็เป็นวิชาบังคับวิชาหนึ่ง ที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคน จะต้องผ่านนั่นแหละครับ ก็แล้วแต่คณะที่เรียน สาขาที่เรียน ก็จะเรียกรายวิชานี้แตกต่างกัน สำหรับ ภาควิชาฟิสิกส์ที่ผมเรียน ก็เรียกว่าการศึกษารายบุคคลนี่แหละครับ หรือเรียกกันแบบง่ายๆว่า “โปรเจคท์จบ”ก็คือเป็นงานที่ทำเพื่อจบการศึกษานั่นแหละ
ลักษณะของวิชานี้ก็คือ ให้นักศึกษาได้ทำอะไรสักอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่ตัวเองเรียน อย่่างสายวิทยาศาสตร์ก็คือ ทำงานวิจัย สายศิลปะก็อาจจะสร้างผลงานศิลปะสักชิ้น แต่ที่สำคัญก็คือ ผมงานเหล่านั้นต้องเป็นเครื่องหมายแสดงได้ว่า นักศึกษาคนนั้นเหมาะสม ที่จะได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีจริงๆ
ก็คงไม่พูดภาพรวมต่อครับ เพราะผมก็ไม่ได้รู้ละเอียดอะไรมากมาย มาพูดถึงตัวผมเองดีกว่า สำหรับผมเรียนสาขาวิชาฟิสิกส์ ก็คงต้องทำโปรเจคต์เรื่องฟิสิกส์นั่นแหละ ปัญหาสำหรับการเริ่มต้นก็คือ
ปัญหา 3 ข้อนี้ เป็นปัญหาเริ่มต้นที่ควรตอบให้ได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้ผมก็ตอบปัญหาเหล่านี้ได้หมดแล้ว เลยมาเขียน Blog นี่แหละ ผมจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ว่าผมตอบปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง
“จะทำโปรเจคต์เรื่องอะไร”
ปัญหาข้อแรกนี้ ในตอนแรกผมคิดไว้สองแนวทาง คือด้านทฤษฎี กับ ด้านทดลอง ในด้านการทดลองนั้นเป็นเรื่องที่ทำกันเยอะอยู่แล้ว แต่ด้านทฤษฎีคนทำน้อย ด้วยนิสัยที่ชอบทำอะไรที่ไม่มีคนทำ ในตอนแรกผมเลยตกลงปลงใจกับด้านทฤษฎี
แต่ทว่า หลังจากหมกมุ่นกับการทำเรื่องทฤษฎีอยู่พักใหญ่ ด้วยการอ่านเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ การศึกษาฟังก์ชันแปลกๆ การแก้สมการอนุพันธ์รูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปรองรับกับการทำโปรเจคต์ในด้านนี้ ผมได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า ความรู้ผมไม่มากพอ เพราะช่วงที่ผ่านมาไม่ตั้งใจเรียน และที่สำคัญที่สุด ความพยายามผมไม่มากพอด้วย เพราะการห่างตำราไปนาน ทำให้ผมมีนิสัยท้อง่ายเมื่อเจอกับเนื้อหายากๆ ซึ่งก็พยายามปรับปรุงแก้ไขนิสัยตรงนี้อยู่ แต่นั่นก็ทำให้ผมเริ่มท้อใจ และไม่ค่อยเห็นหนทางกับการทำโปรเจคต์ในด้านนี้เท่าไหร่ บวกกับอาจารย์ไม่ได้กำหนดหัวเรื่องให้ผมด้วย ว่าอยากให้ผมศึกษาเรื่องอะไร เพียงแต่บอกผมแบบครอบจักรวาล ทำให้ผมรู้สึกว่า หาหนทางที่จะเดินไปไม่เจอด้วย เลยท้อกับการทำโปรเจคท์ด้านนี้
ดังนั้นผมเลยหันมาทำโปรเจคต์ด้านการทดลองแทน ซึ่งก็มีรองรับอยู่แล้วกับงานที่กำลังทำอยู่เมื่อก่อน เมื่อก่อนผมเคยทำงานกับทีมวิจัย”สกัดซิลิกอนจากแกลบ” เมื่อคิดจะทำโปรเจคต์ผมก็เลยติดต่อกับอาจารย์หัวหน้าทีมวิจัยที่ผมเคยอยู่ด้วย ซึ่งอาจารย์ก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี และก็ให้หัวเรื่องในการทำโปรเจคต์มาเลย ซึ่งนั่นแหละที่ผมต้องการ เพราะอยากเห็นแนวทางการทำงานของตนเองซะที หลังจากปรึกษากับอาจารย์แล้ว ก็ตกลงที่จะทำโปรเจคต์นี้เลย
สำหรับหัวเรื่องก็คือ “ทำแก้วสีจากแกลบ” ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแกลบอีกแล้ว ผมเลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการเริ่มงาน เพราะมีประสบการณ์จากงานวิจัยชิ้นก่อนอยู่แล้ว บวกกับ scope ของงานค่อนข้างจะชัดเจน และเข้าใจง่าย ทำให้ผมสามารถมองแนวทางของงานวิจัย และของโปรเจคต์จบของผม ที่จะเดินต่อไปได้ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะมานำเสนอต่อไปที่ Blog แห่งนี้แหละครับ
“จะทำโปรเจคต์กับอาจารย์อะไร”
ก็คืออาจารย์หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมที่ผมเคยอยู่ด้วยนั่นแหละครับ ซึ่งก็หมายถึงการกลับเข้าทีมวิจัยกับอาจารย์ของผมอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้สิ่งที่แตกต่างก็คือ รอบนี้ไม่มีเงินเดือนวิจัย เนื่องจากว่าเงินหมดไปกับโครงการวิจัยก่อนหน้านี้ไปแล้ว -_-”
“จะทำโปรเจคต์กับเพื่อนคนไหนดี”
ขึ้นชื่อว่าวิชาการศึกษารายบุคคล นั่นก็คือ ควรจะเป็ฯการทำงานด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้นผมเลยไม่อยากทำโปรเจคต์คู่อยู่แล้ว เพียงแต่่ว่า ในกาีรทำโปรเจคต์นี้ ผมมีเพื่อนร่วมงานด้วย ซึ่งก็ช่วยกันทำงานวิจัยอย่างเดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ว่า แบง่สัดส่วนการทำอย่างชัดเจน โดยแบ่งแนวทางการทำ “แก้วสีจากแกลบ” ออกเป็นสองทาง โดยผมทำทางหนึ่ง และัเพื่อนของผมทำอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้ผมมีทั้งเพื่อนร่วมงาน และได้ทำตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตัวเองด้วย
ซึ่งกับความชัดเจนในการเริ่มต้นทำโปรเจคต์ กับคำถามสามข้อนี้ ทำให้ผมสบายใจขึ้นมากเลย เพราะว่าหนักใจมาสองสามเดือนกับเรื่องนี้ เมื่อทุกอย่างลงตัวเลยเหมือนยกภูเขาออกจากอกนั่นแหละ เมื่อภูเขาตัวเองถูกยกออกไปแล้ว เลยมีเวลามองดูภูเขาที่หน้าอกคนอื่นบ้าง (ไม่ได้มีเจตนาทะลึ่งแต่อย่างใด)
อย่างแรกที่ผมได้เห็นมาก็คือ การแย่งเพื่อนเพื่อมาเป็นคู่โปรเจคต์ด้วยกัน ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องนี้มาจากเพื่อน สาขาวิชาอื่น คณะเดียวกันกับผมเอง ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าจะเกิดกับสาขาวิชาของผมด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง โดยคนที่เรียนเก่ง จะมีคนมาแย่งตัวกัน คนที่เรียนไม่เก่งก็ไม่มีคนเอา บางครั้งกลุ่มๆนึงที่คบกันมาสามปี ต้องมาแตกลงเพราะเรื่องโปรเจคต์นี่แหละ ที่สำคัญ ไม่มีใครคิดเลยว่า การทำงานด้วยตัวเอง ทั้งการวางแผน การดำเนินงาน การสรุปงานด้วยตนเอง จึงจะเป็นจุดประสงค์ของการทำโปรเจคต์ที่แท้จริง ไม่ใช่ไปฝากความหวังไว้กับใคร บางคนนิสัยดีมาก แต่เพื่อนสนิทไม่ทำด้วย เพราะเรียนไม่เก่ง ก็เลยมีปัญหากันไป ไม่อยากให้ทะเลาะกันด้วยเรื่องแค่นี้เลยจริงๆ
อย่างที่สอง การเลือกหัวข้อเอาความง่ายเข้าว่าแทนที่จะเลือกเรื่องจากความเหมาะสม ความถนัด อย่างเช่นเรียนสาขาวิชาฟิสิกส์ทั้งที แต่ดันมาเลือกหัวข้อโแรเจคต์เป็น การทำสื่อการสอน ซึ่งก็คือการทำ power point การทำเว็บ e-learning ซึ่งถามว่ามันเกี่ยวกับฟิสิกส์ไหม ก็เกี่ยวแน่นอน ทำยากหรือทำง่ายก็คงตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆก็คือ มันไม่ได้ใช้ทักษะในการวิเคราะห์ ทักษะในการทดลอง ทักษะต่างๆของนักวิทยาศาสตร์ อย่างที่คนเรียนจบสาขาวิชาฟิสิกส์ ควรจะมีเท่าไรเลย
อย่างสุดท้ายที่ผมเห็น คือ การยึดติดกับเงินค่าจ้าง อาจารย์บางท่าน จ้างนักศึกษาเก่งๆ เพื่อมาทำโปรเจคต์ด้วย โดยจะมอบเงินให้ เพื่อมาทำวิจัยด้วยกัน การที่นักศึกษาบางคนเลือกทำโปรเจคต์นี้ถ้าเพราะความชอบ เพราะความถนัด ก็ถือว่าเป็ฯเรื่องที่ดี และได้ทั้งขึ้นทั่งล่อง แต่กับนักศึกษาที่เลือกโปรเจคต์นี้ เพราะงกเงิน อยากได้เงิน แต่ไม่ได้มีความชอบอะไรเลยกับเรื่องเหล่านั้น ผลสุดท้ายก็คงทำงานวิจัยเหล่านั้นออกมาได้ไม่ดี
มุมมองของผมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ คงเป็นมุมมองแคบๆมุมมองหนึ่ง เพราะที่พูดมาเกี่ยวกับนักศึกษาอะไรนั่น ผมเองก็ยังเป็นนักศึกษาอยู่ และก็กำลังทำโปรเจคต์อยู่ด้วยเพียงแต่ว่าผมอยากวิจารณ์ด้วยความเป็นห่วง เกี่ยวกับแนวความคิดของเพื่อนบางคน ที่เห็นแก่ตัวเกินไป เห็นแก่ความง่าย เห็นแก่ความสบาย และเห็นแก่เงินเกินไป โดยไม่มีอุดมการณ์ของตนเอง
แต่ยังไงผมเอง คงต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนนั่นแหละ ไว้จะมานำเสนอความคืบหน้าของโปรเจคต์ในโอกาสต่อๆไปครับ
ไอ้เรื่องการแก่งแย่งทรัพยากรนี่รู้สึกจะเจอบ่อย(เพราะเจอกับตัวเอง)
แรกก็ดีพอเสร็จงานก็ถีบหัวเราส่ง
มันเป็นสันดานตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบน้อยใบนี้
ปล.อยากทำหนังทดลองแนวSci-Fi & Romance ว่างๆคุยกันอยากหาข้อมูล
ถ้าโปรเจกที่เราอยากทำ ไม่มีอาจาณคนไหนรู้เรื่องเราจะมีสิททำไหมครับ ผมเรียนอยู่ปี2
พฤษภาคม 18, 2007 ที่ 18:34
ดีจัง ได้หัวข้อแล้ว
โชคดีแล้วกันนะ สู้ๆโว๊ย
จบแล้วจะได้เมากันอีก 55+