500 Days of Summer : My Sassy Girl เวอร์ชันสีเทา
ได้รับ invite จาก facebook ให้เข้าร่วมกับ ชมรมภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (Motion Pictures Club Silpakorn University) ผมก็เลยลองเข้าไปดู ก็คิดว่า เออ เดี๋ยวนี้มีด้วยเว้ย น้องๆ(มั้ง)ที่ทำขึ้นมา มีความตั้งใจกันดี ที่จะรวมกลุ่มคนรักหนัง คนชอบดูหนังขึ้นมา แล้วไหนๆผมก็เขียนบล็อกวิจารณ์หนังมานานแล้วด้วย เลยคิดว่า เอามาแบ่งๆกันอ่านก็ดีเหมือนกัน
ก็อ่านๆดูใน page facebook ของชมรมว่า มีใครอยากดูหนังเรื่องอะไรไหม ผมจะได้ลองหามาดูให้ก่อน (555) ไปเจอเรื่องหนึ่งที่ผมมีอยู่สต็อกแล้วยังไม่ได้ดูพอดี นั่นก็คือเรื่อง 500 Days of Summer ก็เลยตัดสินใจลองดูเรื่องนี้ดูหน่อยซิ
500 Days of Summer กำกับโดย Marc Webb เป็นผู้กำกับที่ผลงานภาพยนตร์ยังไม่มากเรื่องมากนัก แต่คร่ำหวอดมานานในงานวงการทีวี เคยทำทั้ง สารคดี มิวสิกวิดีโอ โฆษณา ในส่วนของนักแสดง พระเอกรับบทโดย Joseph Gordon-Levitt ส่วนนางเอกรับบทโดย Zooey Deschanel ทั้งคู่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งมามีผลงานที่เป็นที่รุ้จักเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ฝ่ายชายก็คือ บทบาทของพี่ชายนางเอกในเรื่อง G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009) ส่วนฝ่ายหญิง เคยรับบทนางเอกของจิม แคร์รี่ ในเรื่อง Yes Man (2008)
หนังเล่าเรื่องราวของ Tom พระเอกของเรื่อง สถาปนิกที่กลายมาเป็นนักเขียนการ์ดอวยพรซะนี่ เขาเชื่อมั่นในความรักและสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิต แล้วได้มาเกิดความรักแรกพบกับ Summer สาวสุดสวยที่เป็นพนักงานใหม่ในบริษัทเดียวกับเขา เธอไม่เชื่อสิ่งที่เรียกว่าความรัก และพรหมลิขิต เกริ่นให้แค่นี้นะครับ ส่วนเรื่องราวความรักของทั้งคู่จะดำเนินต่อไปอย่างไร ไปหาดูในหนังกันเอาเอง
ตอนแรกที่ผมอ่านพล็อตเรื่องคร่าวๆผมคิดว่าหนังเรื่องนี้คงเป็นหนังธรรมดา แต่กับเครดิตที่หนังไปโลดแล่นบนเทศกาลหนัง SUNDANCE ได้นั้น แสดงว่าหนังต้องมีอะไรในตัวที่ไม่ธรรมดา ซึ่งหลังจากผมได้ชมแล้ว ก็ได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนว่า หนังเรื่องนี้ดูค่อนข้างยากครับ เพราะสเกลหนังค่อนข้างเล็ก เล่าชีวิตของคนสองคนที่ไม่ค่อยหวือหวา ดังนั้นคนที่กะเอาหนังเรื่องนี้มาดูฉลองวาเลนไทน์กับคนรัก ผมแนะนำว่า “อย่า” ครับ เพราะในมุมมองของผมหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังโรแมนติก แต่เป็นหนังที่พยายามจะให้นิยามและยกตัวอย่างเรื่องของ ชีวิต ความรัก พรหมลิขิต มากกว่า
500 Days of Summer อาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยพบเจอก็คือ อาศัยการเล่าเรื่องแบบสอง time line คือ ช่วงครึ่งแรกของ 500 วัน ตัดสลับกับช่วงครึ่งหลังของ 500 วัน ซึ่งต้องชมผู้กำกับเช่นกัน ที่เล่าเรื่องได้ดี ดูแล้วไม่งง (แต่บางช่วงก็งงๆนะ ว่ามันเวลาไหนกันแน่) อีกเทคนิคการเล่าเรื่องที่ถูกนำมาใช้ก็คือ การนำเสนอภาพหลายๆภาพในจอหนังเดียวกัน เพื่อเล่าเหตุการณ์เดียวกันในหลายๆมุมมอง ใครฟังแล้วงงลองนึกถึงเรื่อง Hulk (2003) เวอร์ชันที่กำกับโดย อัง ลี ที่ใช้เทคนิคนี้เกือบจะตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งก็ทำให้หนังมีดูน่าติดตามได้ จากเรื่องราวที่เรียบๆ
ฉากที่ผมชอบคือฉากในช่วงแรกของเรื่องที่ Tom ได้เปิดเผยความในใจต่อ Summer ที่งานร้องคาราโอเกะของบริษัท อีกฉากก็คือฉากงานเลี้ยงที่อพาร์ทเม้นท์ของนางเอกในช่วงกลางๆเรื่อง ที่ผมคิดว่าสุดยอดมากในเทคนิคการเล่าเรื่อง และกับฉากจบของหนังที่ทำให้ผมเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า “ฟ้าหลังฝน” และ “แสงสว่างในความมืด” มากขึ้นจริงๆ
โดยสรุปก็คือ ผมชอเทียบหนัง 500 Days of Summer กับหนังรักในตำนานสัญชาติเกาหลีเรื่อง My Sassy Girl (2001) แต่เป็นการเล่าเรื่องราวในคนละขั้ว โดย My Sassy Girl เล่าเรื่องความรักในเวอร์ชันสีชมพูและสีขาว ส่วน 500 Days of Summer เล่าในเวอร์ชันสีน้ำตาลและสีเทา
แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ชายที่กำลังอกหัก หรือแสวงหาความรัก หรือไม่กล้าจีบสาว ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่แสวงหาหนังโรแมนติก เพราะคำโปรยก็บอกอยู่แล้วว่า “This is not a love story. This is a story about love.”
ส่วนสำหรับคนที่อยากศึกษา อยากดูหนัง และชอบหนังที่มีเทคนิคการเล่าเรื่องที่แพรวพราวอย่างเช่นเรื่อง Forrest Gump, Vantage Point หนังเรื่องนี้พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงครับ เพียงแต่สเกลเนื้อเรื่อง และความสนุกจะน้อยกว่่าสองเรื่องแรกพอสมควรครับ


อยากดูจัง แต่คงช้าไปแล้ว U_U ต้องรอแผ่นแล้วล่ะ :’x